Search

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วิธี ดูแลรักษาเครื่องดนตรี แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วิธี ดูแลรักษาเครื่องดนตรี แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

คู่มือการดูแลรักษา Flute

1. ส่วนประกอบของตัวเครื่อง 
1. ส่วนหัว (กำพรวด) 2. ตัวเครื่อง
3. ส่วนท้าย 4. กระเดื่อง  5. ปากเป่าตัว U      

2. วิธีการประกอบเครื่อง

    Piccolo
        1.ทาขี้ผึ้ง Slide Grease บาง ๆ ที่ข้อต่อ ตามรูป
        2.ประกอบส่วนตัวเครื่อง ตามรูป พยายามหลีกเลี่ยงการใช้แรงกดบนกระเดื่อง หรือ
           แป้นนวม
        3.หมุนจนเครื่องหมายที่ส่วนหัวและตัวเครื่องตรงกัน ตามรูป
    Flute
        1.ทำนองเดียวกัน ก่อนที่จะประกอบส่วนต่าง ๆ ของ Flute เข้าด้วยกัน ให้ทาขี้ผึ้ง
           ทาท่อโลหะ (Slide Grease ) เพียงบาง ๆ ที่ข้อต่อ
        2.หมุน ให้เครื่องหมายที่ ส่วนหัว และ ตัวเครื่องตรงกัน ตามรูป 

3. การเทียบเสียง 

    ในการเทียบเสียง Flute ให้แม่นยำ จำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้อง หมั่นตรวจสอบ Soundboard ให้ อยู่ ในตำแหน่งที่ ถูกต้อง วิธีตรวจสอบ ทำได้โดย สอดเหล็ก ทำความสะอาดเข้าไป ในปากเป่า ตามรูป สังเกต ให้รอยบากบน เหล็กทำความสะอาด อยู่ตรงกลาง รูปากเป่า หากรอยบาก ไม่อยู่ตรง กลาง ก็ต้องขันน็อต ที่ หัวด้านปลายสุด แล้วดันขึ้น หรือลง ปรับให้ตรง กับตำแหน่งตรงกลางพอดี เมื่อปรับ Sound Board ได้แล้ว การเทียบเสียง ให้ได้ระดับเสียง ที่ต้องการ ก็เพียงแต่ ปรับส่วน หัว ของเครื่อง เข้าหรือ ออก จากตัวเครื่อง ตามรูป

4. การดูแลรักษาภายใน 

ภายหลังจากการใช้เครื่องทุกครั้ง ควรปฏิบัติ ตามขั้นตอน ต่อไปนี้
        1.นำผ้าสาลู (Polishing gauze) สอดเข้า กับเหล็ก สอดทำความสะอาด (Cleaning Rod)ตามรูป เสร็จแล้ว พันผ้า หุ้มเหล็ก เอาไว้ โดยไม่ให้ ปลายเหล็ก โผล่ออกมานอกผ้า
        2.ค่อย ๆ สอดเหล็กที่หุ้มด้วยผ้า เข้าไป ในตัวเครื่อง เพื่อ เช็ดทำความสะอาด น้ำลาย และ สิ่งสกปรก ที่ติดอยู่ ภายใน ตามรูป
        3.สำหรับ Piccolo ที่ทำด้วยไม้ วิธีการดูแลรักษาเครื่อง เหมือนกันกับการดูแลรักษา Clarinet

5.การดูแลรักษาภายนอก

       เพื่อยืด อายุการใช้งาน ของเครื่อง ควรปฏิบัติตาม ขั้นตอน ต่อไปนี้ ทุกครั้ง ภายหลังจาก การใช้เครื่อง
              1.เช็ดทำความสะอาด ตัวเครื่องภายนอก ด้วยผ้า Polishing Cloth โดย อาจจะชุบด้วยน้ำยา Lacquer Polish สักเล็กน้อย เช็ด บริเวณที่ สกปรกมาก สำหรับ เครื่องที่ เคลือบ ด้วย แลคเกอร์พิเศษ ห้ามใช้น้ำยา เช็ดนิเกิล (Metal Polish) เพราะ จะทำให้ แลคเกอร์ ที่เคลือบอยู่ หลุดออกได้ ส่วนเครื่อง ที่ชุบด้วยเงิน ให้ใช้น้ำยา ขัดเงิน (Silver Polish) แทน
              2.การใช้น้ำยาขัดเครื่อง ควร กระทำเฉพาะ บริเวณ ที่เป็น ตัวเครื่องเท่านั้น การทำความสะอาด กระเดื่องนั้น ควรนำผ้า มาพับเป็น แถบเล็ก แล้ว สอดเข้ากับ ร่องต่างๆของกระเดื่อง เช็ดเพียงเบา ๆ หากเป็นซอก ที่ผ้าเข้าไม่ถึง ก็ให้ใช้ ลวดสักหลาด (Tone hole cleaner) ทำความสะอาด


แหล่งที่มาของข้อมูล : http://www.musichouse.co.th/

คู่มือการดูแลรักษา Saxophone

1. ส่วนประกอบของตัวเครื่อง 

1. ปากเป่า 2. ที่รัดปากเป่า 3. กระเดื่อง 4. รูเสียง
5. ปากแตร 6. คอปากเป่า 7. Octave Key 8. น็อตยึดคอปากเป่า
9. Roller  10. Key Guard 11. Bow  12. ตัวเครื่อง  13. Upper Bow  14. ท่อแยก    


 2. วิธีการประกอบเครื่อง
     1.ถอด หรือ แกะไม้ก๊อก ที่ติดอยู่กับ เครื่อง เพื่อป้องกัน กระเดื่อง ในขณะ ขนส่งออกให้หมด
    2.ประกอบคอปากเป่า เข้ากับตัวเครื่อง ตามรูป แล้ว ขันน็อต ยึด คอปากเป่า ให้แน่น อาจจะทำ Slide Grease บาง ๆ ที่ คอปากเป่า ด้วยก็ได้
    3.ประกอบลิ้น เข้ากับ ปากเป่า โดยให้ ปากเป่า เหลื่อมออกมา เล็กน้อย ตามรูป
    4.ประกอบ ปากเป่า เข้ากับ คอปากเป่า โดย ทาขี้ผึ้ง Cork grease ที่ ปลาย คอปากเป่า เล็กน้อย แล้ว ค่อย ๆ หมุน ปากเป่า สวมเข้าไป ตามรูป
    5.ขอเกี่ยว นิ้วโป้ง สามารถปรับได้ เพียงใช้ เหรียญหมุน คลายสกรูยึด แล้ว ปรับ ให้พอดี ตามต้องการ ตามรูป 



 3. การเทียบเสียง 
        การเทียบเสียง ให้ได้ระดับเสียง (Pitch) ที่ต้องการ สามารถทำได้ โดย ให้ผู้เล่น ปรับที่ปากเป่า, อุณหภูมิ ก็มีผล ต่อการเทียบเสียง ด้วยเหมือนกัน ดังนั้น ก่อนที่ จะทำ การเทียบเสียง ขอแนะนำให้ทำ การอบอุ่นเครื่อง ด้วยการเป่าลมเข้าไป ในเครื่องสักพัก ถ้าอุณหภูมิขณะที่เล่นต่ำ (เย็น) ให้ปรับปากเป่า เข้าไปให้ลึกกว่าปกติ แต่ ถ้าอุณหภูมิสูง (ร้อน) ก็ให้ ปรับ ปากเป่าออกมา เล็กน้อย 

4. การดูแลรักษาภายใน 
ภายหลังจากการใช้เครื่องทุกครั้ง ควรปฏิบัติตามขั้นตอนต่อไปนี้ เพื่อ ยืดอายุ การใช้งาน ของเครื่อง
          1.เช็ดทำความสะอาดปากเป่า และ คอปากเป่า ด้วย ผ้าหยอด ทำความสะอาด(Cleaning Swab) ตามรูป สำหรับ Baritone Saxophone ให้ปล่อย น้ำลาย ที่คอปากเป่า ออกให้หมด
          2.ใช้อุปกรณ์ จาก ชุด ทำความสะอาด Saxophone ทำความสะอาด ภายใน ตามรูป
          3.อย่างน้อย เดือนละ 1 ครั้ง ควรทำ ความสะอาด คอปากเป่า ตามขั้นตอนต่อไปนี้
               3.1 ผสมน้ำสบู่ (Brass Soap) กับน้ำอุ่น ( 30 - 40 C) ในอัตราส่วน น้ำสบู่ 1
                     ส่วนต่อน้ำอุ่น 10-15 ส่วน
               3.2 ปิดรูเสียงที่คอปากเป่า เพื่อไม่ให้ น้ำไหลออกทางรู
               3.3 ใช้แส้ล้างแตรจุ่มน้ำสบู่ ทำความสะอาด ภายใน คอปากเป่า ให้ทั่ว
               3.4 ล้างน้ำสบู่และคราบสกปรก ออกให้หมด ด้วยน้ำสะอาด
               3.5 เช็ดคอปากเป่าให้แห้ง ด้วยผ้า หยอดทำความสะอาด (Cleaning Swab)


5.การดูแลรักษาภายนอก


       เพื่อยืด อายุการใช้งาน ของเครื่อง ควรปฏิบัติตาม ขั้นตอน ต่อไปนี้ ทุกครั้ง ภายหลังจาก การใช้เครื่อง
              1.เช็ดทำความสะอาด ตัวเครื่องภายนอก ด้วยผ้า Polishing Cloth โดย อาจจะชุบด้วยน้ำยา Lacquer Polish สักเล็กน้อย เช็ด บริเวณที่ สกปรกมาก สำหรับ เครื่องที่ เคลือบ ด้วย แลคเกอร์พิเศษ ห้ามใช้น้ำยา เช็ดนิเกิล (Metal Polish) เพราะ จะทำให้ แลคเกอร์ ที่เคลือบอยู่ หลุดออกได้ ส่วนเครื่อง ที่ชุบด้วยเงิน ให้ใช้น้ำยาขัดเงิน (Silver Polish) แทน
              2.การใช้น้ำยาขัดเครื่อง ควร กระทำเฉพาะ บริเวณ ที่เป็น ตัวเครื่องเท่านั้น การทำความสะอาด กระเดื่องนั้น ควรนำผ้า มาพับเป็น แถบเล็ก แล้ว สอดเข้ากับ ร่องต่างๆ ของกระเดื่อง เช็ดเพียงเบา ๆ หากเป็นซอก ที่ผ้าเข้าไม่ถึง ก็ให้ใช้ ลวดสักหลาด  (Tone hole cleaner) ทำความสะอาด ตามรูป 

6.การดูแลรักษานวม 
       น้ำและของเหลว ทุกชนิด เป็นสิ่งไม่พึงประสงค์ ต่อนวม จึงห้ามนำ เครื่องไป ล้างน้ำ หรือโดนฝน และ ภายหลัง การใช้เครื่อง ทุกครั้ง จะต้อง ซับความชื้น ออกจากนวม ด้วยกระดาษซับนวม (Cleaning Paper) ตามรูป โดย สอดกระดาษ ซับนวม เข้าไป ระหว่าง รูเสียง กับนวม แล้วกดแป้น หรือ กระเดื่อง ของนวมนั้นหลาย ๆ ครั้ง จนนวมแห้ง รูเสียงของ Octave Key ก็ มีความสำคัญ ไม่น้อย เมื่อ มีฝุ่น หรือ คราบสกปรก เกาะติดมากๆ อาจจะทำให้ เสียง ที่ เป่าออกมา เพี้ยน ไม่สมบูรณ์ ควรทำ ความสะอาด ด้วย ลวดสักหลาด (Tone hole cleaner) และ กระดาษซับนวม เป็นประจำ

แหล่งที่มาของข้อมูล : http://www.musichouse.co.th/

วันพุธที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2554

คู่มือการดูแลรักษา Clarinet

1. ส่วนประกอบของตัวเครื่อง 

1. ปากเป่า 2. Barrel 3. ข้อต่อบน 4. ข้อต่อล่าง
5. กระเดื่อง 6. ปากแตร 7. ที่รัดปากเป่า 8. คอปากเป่า

 2. ข้อควรระวังเป็นพิเศษ
 โดยทั่วไป Clarinet ของ YAMAHA ผลิตจากไม้ Grenadilla หรือ ในบางรุ่นผลิตจาก พลาสติก(ABS resin) สำหรับ รุ่นที่ ผลิตจาก ไม้นั้น จะง่าย ต่อการแตกร้าว หากโดน สภาพอากาศ ที่มีการเปลี่ยนแปลง ของอุณหภูมิ และ ความชื้น อย่างฉับพลันอยู่เสมอ ๆ ดังนั้น จึงขอแนะนำวิธีการดูแลรักษาเครื่อง เพื่อยืดอายุการใช้งานดังนี้
        1.ไม่ควรทิ้งเครื่องไว้กลางแดดหรือ โดนฝน หรือทิ้งเอาไว้ในที่ที่มีอุณหภูมิสูง (ร้อน) เป็นเวลานาน ๆ
        2.เช็ดเครื่องให้แห้งทันทีภายหลังใช้เครื่อง
        3.สำหรับเครื่องใหม่ การเป่าครั้งแรกไม่ควรใช้เวลานาน พยายามเริ่มต้นในระยะแรก ด้วยการใช้เวลาในการเป่าแต่ละครั้งเท่า ๆ กัน เพื่อให้เนื้อไม้ได้ปรับตัว 

3. วิธีประกอบเครื่อง 
        Eb Soprano Clarinet
        1.ทาขี้ผึ้งสำหรับไม้ก๊อก (Cork Grease) บริเวณข้อต่อส่วนที่เป็นไม้ก๊อกตามรูป
        2.ประกอบปากแตร และ Barrel เข้ากับตัวเครื่อง
        3.ประกอบปากเป่าเข้ากับ Barrel 

        Bb และ A Clarinet
        1.ประกอบ Barrel เข้ากับข้อต่อบน และ ปากแตรเข้ากับข้อต่อล่าง
        2.ใช้มือซ้ายจับข้อต่อบน โดยมือขวาจับข้อต่อล่าง ค่อย ๆ หมุนจนประกอบเข้ากันได้สนิท
        3.ประกอบปากเป่าเข้ากับ Barrel
        4.ในการประกอบส่วนต่าง ๆ เข้าด้วยกัน พยายามหลีกเลี่ยงไม่ใช้แรงกด กระเดื่องมากจนเกินไป 
        Alto และ Bass Clarinet
        1.ใช้มือซ้ายจับข้อต่อบน โดยมือขวาจับข้อต่อล่าง ค่อย ๆ หมุนจนประกอบกันได้สนิท
        2.เสร็จแล้วประกอบคอปากเป่า และปากแตรเข้ากับตัวเครื่อง
        3.เฉพาะ Bass Clarinet ให้ประกอบคอปากเป่าเข้ากับข้อต่อบน 

        ขั้นตอนการประกอบลิ้นเข้ากับปากเป่า
        1.ประกอบปากเป่าเข้ากับคอปากเป่า
        2.ประกอบลิ้นเข้ากับปากเป่า โดยให้ปากเป่าเหลื่อมออกมาเล็กน้อย ตามรูป ยึดลิ้นด้วยที่รัดปากเป่าให้แน่น 

4.วิธีการเทียบเสียง
        เนื่องจากอุณหภูมิมีผลต่อระดับเสียง (Pitch) ดังนั้น ก่อนที่จะทำการเทียบเสียงให้อบอุ่นเครื่องด้วยการเป่าลมเข้าไปในเครื่องสักพัก แล้วจึงทำการเทียบเสียง ตามรูป 

        ซึ่งแต่ละเครื่องจะต่างกันดังนี้
        1.Eb, Bb และ A Clarinet ให้ดึง Barrel (หมายเลข 2) ออกจากข้อต่อบน (หมายเลข 3)
        2.Alto Clarinet ให้ดึงคอปากเป่า (หมายเลข 8) ออกจากตัวเครื่อง
        3.Bass Clarinet ให้ดึงคอปากเป่าด้านบน 


5.การดูแลรักษาเครื่อง


ทุกครั้งภายหลังจากการใช้เครื่อง ควรปฏิบัติตามขั้นตอนต่อไปนี้
        1.ถอดลิ้นออกจากปากเป่า เช็ดให้แห้ง เสร็จแล้วเก็บลิ้นเข้ากล่องให้เรียบร้อย
        2.เช็ดทำความสะอาดปากเป่าให้แห้ง โดยใช้ผ้าหยอดทำความสะอาด (Cleaning Swab)
สอดเข้าทางด้านไม้ก๊อก ตามรูป 5-1
        3.ถอดชิ้นส่วนต่าง ๆ ออกจากกันเสร็จแล้วทำความสะอาดภายในด้วยการสอดผ้าหยอดทำทำความสะอาด เจ้าทางข้อต่อบน เช็ดให้แห้งโดยเฉพาะบริเวณข้อต่อที่เป็นไม้ก๊อกรูป 5-2สำหรับชิ้นส่วนอื่นก็ให้ปฏิบัติเช่นเดียวกัน
        4.ซับความชื้นออกจากนวม ด้วยการนำกระดาษซับนวม (Cleaning Paper) สอดเข้าระหว่างรูเสียงกับนวม แล้วกดแป้นหรือ กระเดื่องของนวมนั้นหลาย ๆ ครั้งจนนวมแห้ง
        5.เช็ดทำความสะอาดภายนอกด้วยผ้า Polishing cloth, แต่ถ้ากระเดื่องสกปรกมากก็ให้ใช้ผ้าชุบน้ำยา Silver Polish ทำการขัดคราบสกปรกออก แต่ไม่ควรใช้น้ำยาขัดเงินทำความสะอาดผิวไม้ สำหรับบริเวณที่ผ้าเข้าไม่ถึง และบริเวณรูเสียง ให้ใช้ลวดสักหลาด(Tone hole cleaner) ทำความสะอาด ตามรูป 5-3
        6.นำผ้าหยอดทำความสะอาดมาชุบน้ำมันรักษาเนื้อไม้ (Bore Oil) เพียงเล็กน้อยแล้วสอดเข้าไปในเครื่องหลาย ๆ ครั้ง ระวังอย่าให้น้ำมันเปื้อนนวม เพราะจะทำให้นวมแห้งและแข็ง น้ำมันรักษาเนื้อไม้จะป้องกันไม่ให้ไม้เกิดการแตกร้าว หรือ บิดเบี้ยวได้

แหล่งที่มาของบทความ : http://www.musichouse.co.th/

วันศุกร์ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2554

วิธีการดูแลรักษาเปียโน

ทำไมการปรับเสียงจึงต้องกระทำในทันทีหลังจากที่ซื้อเปียโน
ก่อนที่เปียโนของยามาฮ่าจะถูกส่งไปยังลูกค้า เปียโนจะได้รับการปรับเสียงและตรวจสอบทุกอย่างซ้ำอีกคือความสมบูรณ์ที่สุด แต่อย่างไรก็ตาม สตริงของเปียโนต่างถูกขึงให้ตึงจึงมีโอกาสที่สตริงนั้นจะคลายตัวทำให้โทนเสียงเปลี่ยนไป ดับนั้นในช่วงต้น ๆ จึงจำเป็นต้องมีการปรับเสียงของสตริงทุกเส้นเป็นระยะ ๆ เพื่อให้สตริงรักษาความตึงของมันได้อย่างมั่นคงซึ่งควรกระทำประมาณปีละ 2-3 ครั้ง อย่างต่อเนื่องตลอดไป 

ทำไมจึงต้องมีการปรับส่วนต่างๆ ของเปียโนเป็นระยะ ๆ
เปียโนมีสตริงทั้งหมด 230 เส้น แต่ละเส้นต่างรับแรงดึงประมาณ 90 กิโลกรัม เมื่อรวมแรงดึงทั้งหมดแล้วจะมากกว่า 20 ตัน แรงดึงอันมหาศาลจำนวนนี้จะค่อย ๆ หย่อนลงทีละน้อย ทำให้เสียงของสตริงบางเส้นเปลี่ยนแปลงเสียงไปจากเดิม อีกทั้งการเคาะของสักหลาดเป็นเวลานานจึงทำให้สตริงหย่อนไปเช่นกันในการบำรุงรักษาเปียโนที่ถูกต้องนั้น ควรจะมีการปรับเสียงและตรวจส่วนต่าง ๆ เป็นระยะ ๆ (อย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง) เพื่อให้โทนเสียกลับมาอยู่ในระดับเดิม การดูแลและปรับส่วนต่างๆของเปียโนยังช่วยให้มี อายุการใช้งานนานยิ่งขึ้นอีกด้วย 

การบำรุงรักษาเปียโนแบ่งออกเป็น 
 1.การดูแลรักษาด้วยช่างจูนเปียดน
        1.1 การปรับเสียง (Tuning)
        1.2 การปรับและแก้ไขส่วนของ Action
        1.3 การปรับแต่งเสียง Voicing
 2.การดูแลรักษาด้วยตนเอง 

การให้บริการของช่างจูนเปียโน
1. Tuning คืออะไร
เปียโนแต่ละตัวจะมีสตริงกำเนิดเสียงอยู่ประมาณ 230 เส้น และเสียงที่ได้จะต้องได้ระดับตามบันไดเสียงเรียงกันไป Tuning หมายถึง การปรับความตึงของสตริงแต่ละเส้นที่ให้เสียงที่ถูกต้องและได้มาตรฐานมากที่สุด และยังกลมกลืนเท่ากันทุกเส้น(แต่ละคีย์อาจมี 1 หรือ 2 หรือ 3 เส้น ) โดยการปรับความตึงของสตริงที่หมุดปรับเสียงด้วยเครื่องมือพิเศษเฉพาะของช่างจูนเปียโนที่ชำนาญเท่านั้น
2. Regulation คืออะไร
Action ของเปียโนประกอบไปด้วยกลไกต่างๆ ที่มีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน Regulation หมายถึงความจำเป็นที่จะต้องปรับส่วนต่าง ๆ ให้เข้ากันได้อย่างดี เพื่อให้ Action ทำงานได้อย่างถูกต้องสม่ำเสมอ
3. Voicing คืออะไร
เสียงของเปียโนเกิดจากการสั่นของสตริงอาจมีลักษณะต่างกันไป เช่น เสียทุ้มให้เสียงไพเราะแต่ขาดความมีชีวิตชีวา หรือ เสียงเปียโนที่แข็งกร้าวเกินไป ก็จะไม่น่าฟัง ดังนั้น Voicing คือการปรับความสมดุลของโทนเสียงให้อยู่ในระดับพอดีทำให้ไพเราะและมีชีวิตชีวา การปรับความสมดุลของเสียงเป็นงานที่ต้องอาศัยความชำนาญและเทคนิคพิเศษเฉพาะในการสำรวจความผิดปกติของส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเกิดเสียงซึ่งมีหลายส่วนด้วยกัน แต่ส่วนที่สำคัญที่สุดก็คือ ขนาดของฆ้อน ได้ขนาดที่ถูกต้องและความหนาแน่นของสักหลาดจะต้องพิจารณาแต่ละตัวไป ในบางครั้งอาจต้องปรับรูปทรงของฆ้อนและความยืดหยุ่นของสักหลาดด้วย 

การดูแลรักษาด้วยตนเอง
การดูแลรักษาด้วยตนเอง
1. สถานที่ตั้งเปียโน :  สถานที่ตั้งเปียโนควรห่างจากผนัง 6-10 นิ้วและมีความชื้น 60% และไม่น้อยกว่า 30 % อุณหภูมิ 60F - 90 F หรือ 15 C - 25 C
            - อย่างวางไกล้ประตูหน้าต่าง
            - อย่าวางใต้เครื่องปรับอากาศ
            - อย่าวางใกล้แหล่งความร้อน
            - พื้นที่วางเปียโนควรเรียบเสมอกัน
2. ระวังความชื้นในสถานที่ต่าง ๆ ดังนี้
            - บริเวณที่มีทะเลใกล้เคียง หรือบริเวณที่มีฝนตกชุก
            - บ้านที่อยู่ใกล้เคียงบริเวณเชิงเขา
            - ในพื้นที่ที่ปราศจากลมพัดผ่านสะดวก 


การบำรุงรักษาประจำวัน
1.ใช้ผ้านุ่ม ๆ สะอาดเช็ดฝุ่นที่จับอยู่ตามผิวเปียโน
2.ใช้ผ้านุ่ม ๆ คลุมคีย์บอร์ดเพื่อป้องกันไม่ให้ฝุ่นเกาะ ในการทำความสะอาดตัวคีย์บอร์ดให้ใช้ ผ้านุ่ม ๆ ชุบน้ำ ที่ผสมสบู่บิดพอหมาด ๆ เช็ดที่ตัวคีย์บอร์ด ข้อควรระวัง อย่าใช้แอลกอฮอล์ ทินเนอร์ หรือน้ำยาเคมี เป็นอันขาดเพราะคีย์บอร์ดอาจเกิดความเสียหายได้
3.การบำรุงรักษาผิวที่ได้รับการขัดมัน การทำความสะอาดส่วนนี้สามารถทำได้ทุกเวลา แต่ควรใช้ขี้ผึ้งซิลิกอน หรือ ครีมสำหรับขัดเฟอร์นิเจอร์เท่านั้น
4.ควรหลีกเลียงการใช้เครื่องทำความสะอาดที่มีเคมีภัณฑ์อาจสร้างความเสียหายแก่ผิวของตัวเปียโนได้
5.ควรตั้งเปียโนห่างจากบริเวณที่มีความชื้นสูง และความร้อนให้มากที่สุด (ความชื้น 50-70%) อุณหภูมิ 15-25 องศาเซลเซียส เป็นช่วงที่ดีที่สุดของเปียโน
6.ไม่ควรให้ถูกละอองฝุ่น เพราะความชื้นไม่เพียงแต่จะมีผลต่อเสียงเท่านนั้น ยังมีผลเสียต่อส่วนอื่น ๆ อีกด้วยหรือถ้าได้รับความร้อนจากแสงแดดโดยตรงอาจทำให้ผิวภายนอกของตัวเปียโนมีสีซีดลงไม่เงางามบางครั้งอาจทำให้ซาวด์บอร์ดแตกร้าวได้
7.อย่าวางสิ่งของต่าง ๆ บนเปียโน
8.ระวังความเสียหายจากแมลงและหนูกัดไม้
9.ไม่ควรเคลื่อนย้ายเปียโนบ่อย
10.ควรล้างมือก่อนเล่นทุกครั้ง 


แหล่งที่มาของบทความ : http://www.musichouse.co.th/